มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๓๖ แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้สถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาเป็นนิติบุคคล เพื่อให้สถานศึกษาของรัฐดำเนินการได้โดยอิสระ สามารถพัฒนาระบบบริหาร และการจัดการที่เป็นของตนเอง มีความคล่องตัว มีเสรีภาพทางวิชาการและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสภาสถานศึกษา ดังนั้น สมควรจัดตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล จำนวน ๙ แห่ง ขึ้นแทนสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล เพื่อให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลเป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐด้านวิชาชีพและเทคโนโลยีที่มีวัตถุประสงค์ ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงที่มุ่งเน้นการปฏิบัติ ทำการสอน ทำการวิจัย ผลิตครูวิชาชีพ ให้บริการทางวิชาการในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม โดยให้ผู้สำเร็จ การอาชีวศึกษามีโอกาสในการศึกษาต่อด้านวิชาชีพเฉพาะทางระดับปริญญาเป็นหลัก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ จึงมีฐานะเป็น ๑ ใน ๙ มหาวิทยาลัย ที่เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. ๒๕๔๘ และในมาตรา ๘ สำนักงานอธิการบดีอาจแบ่งส่วนราชการเป็นกองหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากองได้ เพื่อดำเนินการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย
ปัจจุบันการให้บริการทางวิชาการในลักษณะของการจัดหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อจัดหารายได้เข้าสู่สถาบันการศึกษาของประเทศมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เนื่องจากสถาบันการศึกษาไทยมีการปรับตัวในเรื่องการหารายได้เพื่อเลี้ยงตัวเอง สำหรับในอนาคตที่จะต้องออกนอกระบบและไม่มีงบประมาณจากภาครัฐสนับสนุน ทำให้สถาบันการศึกษาต่างตื่นตัวในการสร้างรายได้จากองค์ความรู้ของนักวิชาการที่มีคุณภาพในองค์กรของตน นอกเหนือจากการจัดหารายได้แล้ว มหาวิทยาลัยต้องเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและพัฒนาชุมชน สังคมโดยรอบมหาวิทยาลัยให้เกิดการพัฒนาและเลี้ยงตนเองได้อย่างยั่งยืนด้วย
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีแนวนโยบายในการจัดหารายได้จากการจัดหลักสูตรฝึกอบรมให้แก่บุคคลภายนอก ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อนำองค์ความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงานและดำเนินกิจการ รวมถึงการจัดหลักสูตรฝึกอบรมให้แก่ชุมชน สังคมที่ต้องการองค์ความรู้ด้านวิชาการไปพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยมีนโยบายให้สาขาต่างๆ เป็นผู้ดำเนินการให้บริการวิชาการแบบหารายได้ โดยการจัดตั้งศูนย์บริการวิชาการประจำสาขา แต่ผลประกอบการ ยังไม่ดีนัก เนื่องจากภารกิจของอาจารย์ที่มีมาก และยังไม่มีหน่วยงานหลักในการประสานและดำเนินงานอย่างชัดเจน นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังต้องขับเคลื่อนและพัฒนาชุมชน สังคม ให้เกิดการพัฒนาและเลี้ยงตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยการบ่มเพาะและสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีคุณภาพให้เกิดขึ้นในชุมชน สังคม และผลักดันให้เกิดธุรกิจขนาดย่อมขึ้นในชุมชน ที่เรียกว่า “วิสาหกิจชุมชน (SMCe)” ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงจำเป็น ต้องจัดตั้งศูนย์พัฒนาและบริการวิชาการสู่สังคม เพื่อรองรับการดำเนินการของศูนย์บริการวิชาการประจำสาขา พร้อมทั้งจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมให้แก่บุคคลภายนอก ชุมชนและสังคมอีกทางหนึ่ง โดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ ในการดำเนินงานจัดหารายได้เข้าสู่มหาวิทยาลัยเป็นหลัก ตลอดจนให้บริการบ่มเพาะและสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีคุณภาพและผลักดันให้เกิดวิสาหกิจชุมชนต่อไปในอนาคต